Money Trick เปิด 5 ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไทยเสียทุกประตู? จับตาเลือกตั้งสหรัฐ
5 ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ว่าใครชนะย่อมมีผลมาถึงประเทศไทยอย่างแน่นอน Money Trick กับอิ๊งค์ กชพรรณ มาเล่าให้ฟัง
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ จะมีขึ้นวันที่ 5 พ.ย.2567 ซึ่งตรงกับวันที่ 6 พ.ย.ในบ้านเรา เป็นการลงชิงชัย ระหว่าง โดนัล ทรัมป์ พรรครีพับลิกัน และกมลา แฮร์ริส จากเดโมแครต ซึ่งสิ่งที่ต้องโฟกัสหรือจับตาคือ นโยบายการค้า
หากมองผิวเผิน นโยบายจากทั้งฝั่งเดโมแครต และ รีพับลิกัน จะมีจุดยืนคนละฝั่ง โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปจะเห็นว่าทั้ง 2 พรรคนี้ล้วนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่องกีดกันทางการค้า เพียงแต่ดีกรีผลกระทบจากมากหรือน้อยเท่านั้น
Money Trick หยิบยกข้อมูล จาก KKP Research ซึ่งเค้ามองสิ่งที่กระทบต่อประเทศไทย 5 เรื่องด้วยกัน แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ต้องบอกก่อนว่าช่วงหลังปี 2000 ภาคแรงงานสหรัฐหดตัวลงมากจากนโยบายเสรีการค้า สหรัฐสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับจีน จนแรงงานในประเทศไม่พอใจ ทำให้นโยบายทางการเมืองต้องหันกลับมาเน้นภาคการผลิตและการจ้างงานในประเทศมากขึ้น นโยบายกีดกันการค้า จึงมีบทบาทมากขึ้น
และเมื่อเปรียบเทียบ 2 พรรค ที่มีนโยบายกีดกันการค้าเหมือนกันผ่านมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า แต่ก็มีจุดที่แตกต่างคือ ทรัมป์ ขึ้นภาษีนำเข้าทุกประเทศคู่ค้าและทุกสินค้า ซึ่งสินค้าจากจีน ขึ้น 60% ส่วนประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ขึ้น 10% ขณะที่ฝั่ง กมลา แฮร์ริส ซึ่งรับนโยบายมาจาก โจไบเดน กีดกันจีนในการเข้าถึงเทคโนโลยี และขึ้นภาษีนำเข้าในสินค้าบางประเภท
แล้ว 5 เรื่องที่จะกระทบกับไทยมีอะไรบ้าง ไปดูกัน
ผลกระทบทางตรงจากภาษีนำเข้า 10%
หากทรัมป์ชนะ ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกรวมไทย 10% ส่งออกไทยเจอความเสี่ยงเต็มๆ และเพิ่มขึ้น ซึ่งสหรัฐเป็นคู่ค้าสำคัญสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นมาเป็น 17.5% ในปี 2023 ดังนั้น การขึ้นภาษีของทรัมป์จะมีผลต่อดุลการค้าโดยรวมของไทย เพราะการที่ดุลการค้าของไทยไม่ได้ขาดดุลมากกว่านี้ส่วนหนึ่งเพราะตลาดสหรัฐฯ สามารถรองรับสินค้าส่งออกจากไทยได้มากขึ้น ทำให้ไทยมีการเกินดุลทางการค้ากับสหรัฐฯ สูงขึ้นถึง 6% ของ GDP แต่หากดุลการค้าไทยไปยังสหรัฐฯ ลดลงจากภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นอาจทำให้ดุลการค้าโดยรวมไทยขาดดุลเพิ่มขึ้นไปอีก
การเบี่ยงเบนทางการค้าผ่านตลาดอาเซียน (Trade diversion)
อาจจะดีที่การปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน จะทำให้สหรัฐหันมาสนใจสินค้าจากอาเซียนที่มีภาษีนำเข้าถูกกว่า แต่อาจเป็นดาบสองคมที่จีนจะใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งสินค้าออกไป ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคการผลิตในประเทศน้อยมากและอาจเสี่ยงต่อการถูกมาตรการตอบโต้อื่นๆ จากสหรัฐ
โยกย้ายการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศ (Relocation)
ไทยเองอาจยังได้รับอานิสงค์จากการโยกย้ายการลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากประเทศจีน แต่ในระยะสั้นอาจเห็นเม็ดเงินลงทุนชะลอตัวเพราะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอาจเพิ่มสูงขึ้นจากสงครามการค้า และประโยชน์ที่ไทยจะได้รับในระยะยาวผ่านช่องทางนี้ อาจน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะไทยยังมีปัญหาเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัชน
ปัญหาสินค้าจีนทะลักรุนแรงมากขึ้น (China dumping)
สินค้าจีนไม่สามารถระบายไปยังตลาดสหรัฐฯ ได้ง่ายนัก จะถูกนำมาที่ตลาดอาเซียน รวมทั้งไทยมากขึ้นไปอีก ซึ่งไทยต้องเจอกับการแข่งขันเรื่องราคาถูกมากยิ่งขึ้น และเสี่ยงทำให้ผู้ผลิตในไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ต้องลดปริมาณการผลิตลงต่อเนื่องหรือปิดตัวโรงงาน
ค่าเงินในภูมิภาคเสี่ยงอ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
ช่วงที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ไทยเจอผลกระทบเงินบาทอ่อนจากมาตรการภาษีแบบที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ตอนนั้นไทยยังภาคท่องเที่ยวโดยเฉพาะจีนเข้ามาชดเชยพอที่จะให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ แต่ปัจจุบันปัญหาต่างจะทำให้ค่าเงินบาทมีความอ่อนไหวต่อทิศทางของดอลลาร์และภาษีนำเข้าสูงขึ้นกว่าในอดีต
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB